ข่าวดีชาวไบค์เกอร์ สามารถนำรถมอไซค์ขึ้นรถไฟได้แล้ว

 สำหรับคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และจะต้องนำรถจักรยานยนต์ไปต่างจังหวัด หลายคนก็คงจะขนขึ้นหลังรถกระบะ หรือว่าส่งทางไปรษณีย์ วันนี้เราจะพาไปดูรีวิวการนำรถจักรยานยนต์ขึ้นรถไฟ เป็นรีวิวจากสมาชิกพันทิป esense  ได้โพสต์กระทู้รีวิวว่า ข่าวดีรถมอไซค์ 155 ซีซี. ขึ้นรถไฟได้แล้วนะครับ เป็นยังไงนั้น ตามไปดูกันครับ 

       ข่าวดี (รึเปล่า) สำหรับรถมไซค์ 155 ซีซี. พวก Nmax, Aerox และรถ 155 ซีซี.ทั้งหลาย จากเดิมที่มีกฏให้รถมอเตอร์ไซค์ขึ้นขนส่งบนรถไฟได้แค่ 150 ซีซี. ตอนนี้มีประกาศออกมาใหม่แล้วนะครับว่าทางการรถไฟปรับให้ได้ถึง 155 ซีซี. สามารถขึ้นขนส่งเดินทางด้วยรถไฟได้ครับ

       ที่มา...เอาแบบสรุปสั้นๆ เลยนะครับ

       สืบเนื่องมาจาก ตัวผมเองต้องการเดินทางด้วยรถไฟขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ช่วงสิ้นปี - ปีใหม่

       - ผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่าขับรถยนต์ และไม่ชอบเช่ารถขี่ซักเท่าไหร่

       - ลองคำนวณค่าเช่ารถรุ่น Nmax แล้วยิ่งไม่คุ้มที่จะเช่า (เช่ารถวันละ 500 7 วัน เท่ากับ 3500 บาท)

       - ขนรถมอไซค์ขึ้นรถไฟ ไป 1000 กลับ 1000 คุ้มกว่าเช่า 

       - จึงตัดสินใจจะขนรถมอไซค์ Nmax ของตัวเองขึ้นรถไฟ

       [ปัญหา] - ค้นพบว่าตอนนี้เค้ามีกฏว่าขนรถมอไซค์ได้แค่ 150 ซีซี.

       - แต่รถเราดันเขียนในเล่มทะเบียน 155 ซีซี

       - ถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่าไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ ต้อง 150 ซีซี. เท่านั้น

       - ไม่สมเหตุผลเลย 150 ซีซี. (อย่าง PCX) ก็มีขนาดมิติตัวรถเท่ากัน น้ำหนักเท่ากัน ทำไมรถเรา 155 ซีซี. ถึงไปไม่ได้

       - ติดต่อเข้าไปการรถไฟ ถามหาผู้ที่เกี่ยวข้องที่สามารถคุยได้และตัดสินใจได้

       - เดินเรื่องไปจนเจอรองผอ. ฝ่ายการโดยสาร (หรือการเดินรถ) ไม่แน่ใจครับ

       - แต่ท่านรับฟังและพูดคุยด้วยเหตุผล พร้อมให้ผมกลับมาทำหนังสือส่งเข้ามา ท่านจะส่งต่อไปให้ ผอ. แล้วหัวหน้าระดับใหญ่ขึ้น

       - ท่านพูดว่า "เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานก็เที่ยงตรงเหลือเกิน 5 ซีซี ก็ไม่ได้" ผมก็หัวเราะ

       [ทำหนังสือ]

       - ผมเขียนหนังสือง่ายๆ ให้เหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากขอให้พิจารณากฏใหม่เป็น 155 ซีซี.

       - เดินเรื่อง 2 อาทิตย์ หัวหน้าฝ่ายการโดยสารโทรเข้ามาบอกว่าอนุมัติแล้ว เดี๋ยวจะออกโทรเลขถึงทุกสถานี แล้วก็เดินทางได้เลย

       [ถึงวันเดินทาง]

       - มาที่หัวลำโพง เอารถมาทำเรื่องเดินทางขนส่งก่อนเวลา 1.30 ชั่วโมง

       - มีจดหมายแปะที่หน้าตู้ (ตามรูป) ก็ดีใจ

       - จ่ายเงินขาไป 1080 บาท ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีก

       - แต่มีเจ้าหน้าที่แนะนำให้หุ้มรถไป กันเป็นรอย

       - ไม่เห็นด้วยกันจุดนี้ เพราะทำลายสิ่งแวดล้อม

       - แต่เจ้าหน้าที่บอกมีสิทธิเป็นรอย และจะไม่มีการรับผิดชอบ เพราะระหว่างทางสถานีอื่นๆ มีสิทธิขนรถขึ้นมาเบียดเรา มีสิทธิขนของมากองบนรถเรา

       - เลี่ยงไม่ได้ จ่ายไป 150 หุ้มรถ

      [เดินทางถึงเชียงใหม่ปลอดภัยทั้งคนและรถ]

      [ขากลับก็เดินทางไม่มีปัญหาอะไร จ่ายไป 1060 บาท]

      สรุปนะครับ

      - รถ Nmax ปลอดภัยดีไม่มีรอย

      - ขากลับ ไม่มีพนักงานมาห่อรถให้นะครับ ที่เชียงใหม่ไม่มีบริการนี้ แต่ผมเดินไปเจอเศษ bubble wrap ที่คนแกะทิ้งไว้กองอยู่ เลยเอามาหุ้มๆ เอง เดินไปซื้อเทปกาวมาแปะเอง สบายใจได้รีไซเคิลขยะ

      - เจ้าหน้าที่ยกรถได้มาตรฐานดี ไม่มีการโยน ไม่มีการทำรุนแรง ไม่ได้เรียกร้องค่าน้ำชาอะไรนะครับ แต่ผมก็ให้ไปคนละ 20 ไม่ได้คิดอะไร

      - แต่ขากลับพอมาถึงหัวลำโพง พนักงานบอก (แบบผ่านๆ) ว่า ยกเสร็จแล้วนะครับเค้าต้องไปแล้ว มีค่าน้ำใจก็ให้ได้เลยเพราะหน้าที่เค้าจบแล้ว ก็ไม่เป็นไรให้ไป 20 รถมันก็หนักน่ะนะ เข้าใจ คันก็ไม่ได้เล็กๆ เหมือนพวก wave

      - หลังจากไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟมาหลายปี รู้สึกได้ถึงการพัฒนาของการรถไฟครับ

      - เรื่องการเดินทาง ตู้โดยสาร ที่นอน อาหาร อันนั้นไม่พูดถึงนะครับ เพราะผมเตรียมอาหารไปเอง กินอยู่ง่ายๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร มีเรื่องควันเข้ามาในห้องโดยสารตอนรถจอดสถานีบ้าง ก็หวังว่าจะมีการเปลี่ยนรถใหม่อะไรก็ว่าไป

      - แต่สรุปแล้ว ชาว Yamaha และรถรุ่นอื่นๆ ที่ซีซี เกิน 150 เค้าแก้ใหม่ให้เป็น 155 ซีซี.นะครับ ไปไหนกลับบ้านต่างจังหวัดได้เอารถคู่ใจกลับไปด้วยกัน

      - ส่วนอนาคนเรื่องรถ ซีซี. อื่นๆ ก็คงต้องดูไปตมเหตุผลเค้าครับ เพราะเค้าให้เหตุผลว่าตู้ขนส่งมันสภาพไม่ค่อยจะดี ขนรถใหญ่ๆ อาจลำบาก ซึ่งผมก็เข้าใจเขาใจเรา ก็ต้องพัฒนากันต่อไป 

      - บาทีใครมีไอเดียอะไรเสนอ พูด-คุย ลองเข้าไปการรถไฟดูครับ เรามีเหตุผล ผมว่าผอ. รอง ผอ. เค้าก็รับฟังนะครับ ช่วยๆ กันพัฒนาไปก็น่าจะดีครับ

        ขาไป เจ้าหน้าที่เสนอบริการห่อรถ 150 บาท....ไม่อยากห่อเพราะรู้สึกทำร้ายโลกด้วยขยะพลาสติก แต่ก็ต้องห่อ เพราะกลัวรถเป็นรอย ปล. ถอดกระจกให้เรียบร้อยก่อนนะครับ ปลอดภัยกับตัวเอง จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกระจกแตกหัก

ขึ้นไปนอนรอบนตู้เรียบร้อย รถออก 19.35 รถขึ้นไปตั้งแต่ 19.00 สภาพตอนเช้ามาถึงเชียงใหม่ โดนอะไรไม่รู้กองทับเต็มไปหมด 

ถึงเชียงใหม่เช็คอินโรงแรมแล้วออกไปแรด ดอยสุเทพ - หมู่บ้านขุ่นช่างเคี่ยน (สะกดถูกมั้ยแฮะ)

อย่างเท่ 

สภาพขากลับลงมาจากปาย วันที่ 29 ธ.ค. หลังพายุถล่ม ต้องจอดล้างเศษใบสนออกจากจานเบรกและล้อ

ช่วงสุดท้ายของปายก่อนจะลงมาเชียงใหม่วันกลับ เจอถนนแห้งๆ ค่อยได้ใช้หน้ายางหน่อย

       ขึ้นเหนือไปสนุกกับโค้ง....รถเช่าไม่มั่นใจ เท่ารถตัวเอง รถเราเองเราเปลี่ยนยางมา เราเซ็ตโ้คหน้าหลังมาเอง เช็คเบรกมาเอง มั่นใจ ซ้อน 2 ใช้หน้ายางได้เท่านี้ก็ดีใจ

       จากปาย 8.30 มาถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ 12.00 (รถออก 15.30) มาถึงก็ทำเรื่อขนรถ + รอให้รถมันเย็นหน่อย แล้วหันไปเจอเศษ bubble wrap ที่เค้าทิ้งๆ ไว้จากการขนส่งก่อนหน้านี้ก็เอามาหุ้มๆ รถหน่อย

เดินไป 7-11 ซื้อเทปกาวมา ยืมที่ใส่เทปของการรถไฟแล้วหุ้มรถเอง ไม่สวยงามแต่ก็สบายใจ รอขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ

จบแล้วครับ

        ก็เป็นการข่าวดีสำหรับคนที่จำเป็นจะต้องขนจักรยานยนต์ไปในที่อื่นๆ ไม่มีรถกระบะขน ถ้าอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟก็เอาขึ้นรถไฟไปได้เลย 

เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก esense