เปิดใจสาวสุดถึก! เคยใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำมานาน 5 ปี อยู่รอดมาได้เพราะ...? (คลิป)



เว็บไซต์เดอะซัน รายงานข่าว สาวเคยเติบโตในถ้ำเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวชีวิตว่า ครั้งหนึ่งเธอล่าสัตว์หรือแม้กระทั่งฆ่าคน เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด

คริสติน่า ริกการ์ดสัน วัย 35 ปี หญิงสาวที่เคยเติบโตมาในถ้ำซึ่งตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารของบราซิล เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า "Never Stop Walking" เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราวอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอและเส้นทางการดำเนินชีวิตอันโหดร้าย ที่บีบให้เธอต้องออกล่าสัตว์เป็นอาหารหรือแม้กระทั่งฆ่าคนอื่นบนถนนเพื่อเอาชีวิตรอดก็ตาม

ชมคลิปวิดิโอ




เธอเล่าถึงการเผชิญชีวิตอย่างป่าเถื่อน หลังจากที่เธอและแม่ซึ่งเป็นคนไร้บ้านต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตในถ้ำเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีว่า..

"แค่เสียงคำรามของเสือจากัวร์มันก็มากเกินพอแล้วที่จะทำให้แม่และฉันหวาดกลัว เราเห็นมัน เสือจากัวร์ขึ้นไปบนปากถ้ำที่เราอยู่เพื่อเตรียมล่าเหยื่อแต่โชคดีที่แม่ของฉันดักมันไว้ได้ เส้นทางชีวิตของพวกเรามีแต่ขวากหนามพวกเราจึงจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องพวกนี้เพื่อเอาตัวรอด เพราะเมืองที่ฉันเติบโตมาอยู่ห่างไกลความเจริญมากและเต็มไปด้วยสัตว์อันตรายไม่ว่าจะเป็นงูพิษ, แมงมุม หรือแมงป่อง"



"แม่ของฉันพาฉันหลบเข้ามาอยู่ในถ้ำตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 1983 เพื่อหนีให้พ้นจากการถูกคุกคามจากพี่ชายตั้งแต่ฉันอายุ 15 เราต้องฆ่านกเพื่อกินประทังชีวิต ปีนเขาเข้าไปในเมืองเพื่อเอาใบไม้และดอกไม้ไปขาย เพื่อหาเงินซื้อข้าว"

"ตอนล่านกตัวแรกได้ฉันภูมิใจมากๆเลยล่ะ เราเอามันไปย่างบนกองไฟเล็กๆสำหรับเป็นอาหาร"



นอกจากนี้เธอและแม่ยังเคยเร่ร่อนขอทานบนถนนเซาเปาโลเพื่อหาเงิน แต่ก็ถูกขับไล่แถมยังโดนดูถูกว่าเป็นพวกไร้ค่าเหมือนแมลงสาบ ในตอนนั้นคริสติน่าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นขโมยเพื่อที่จะได้ขโมยอาหารในตลาดมาประทังชีวิต แต่นั่นก็ทำให้เพื่อนของเธอถูกตำรวจจับกลางถนน

จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงที่คริสติน่าอายุเพียงแค่ 17 ปี เธอต้องสู้กับเด็กชายอีกคนริมถนนในสลัม เพื่อแย่งเศษขนมปังจากถังขยะ

"เขาชกเข้าที่หน้าของฉันแรงมากแล้วเราก็ต่อสู้กันอย่างหนัก ตอนที่ฉันล้มลงไปบนพื้นฉันก็ได้ยินเสียงแก้งกระทบกันข้างตัวมันเป็นเสียงของเศษขวดแก้วที่แตก ฉันจึงคว้าเศษแก้วชิ้นหนึ่งมาไว้ในมือก่อนจะแทงไปที่ท้องของเขาแรงที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้"



"ฉันยอมรับว่าในตอนนั้นฉันยังไม่ทันรู้สึกอะไร ในมือของฉันอุ่นไปหมดมันเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาจากแผล ฉันมองไปที่ผู้ชายคนนั้นเขาร้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ฉันหยิบขนมปังขึ้นมาแล้วรีบวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุดจากนั้นฉันก็เริ่มกินขนมปังที่ฉันได้มา แต่สุดท้ายก็อ้วกออกมาจนหมดเพราะฉันสำนึกได้กับสิ่งที่ฉันทำลงไปที่มันแล่นเข้ามาในหัว" ไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอก็ได้ยินข่าวลือว่าชายคนดังกล่าวนอนเสียชีวิตอยู่ในลานจอดรถ



ในปี1991คริสติน่าและน้องชายคนใหม่ของเธอถูกย้ายไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนจะถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่งในสวีเดน

จนกระทั่งในปี 2015 เธอได้กลับไปยังบราซิลอีกครั้งเพื่อตามหาแม่แท้ๆที่พลัดพรากจากกันไปนาน ซึ่งก็พบว่าเธอป่วยเป็นโรคจิตเภท คริสติน่าจึงเดินทางไปพบองค์กรการกุศลเด็กและเขียนเรื่องราวชีวิตสุดทรหดและเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวกหนามอันน่าเหลือเชื่อนี้เป็นหนังสือของตัวเอง